วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2567

Curse of Panaree คำสาป พานารี อารัมภบท

แสงจันทร์คืนวันเพ็ญสาดแสงนวลเข้ามาในห้องนอนห้องเล็กที่อยู่สูงสุดของปราสาทหิน ของตระกูล พาสเคล ตระกูลแห่งตำนานของเมืองเทพเจ้าสี่หุบเขาที่ศักดิ์สิทธิ์ ตระกูลที่สืบทอดตำนานของ หญิงสาวพรมจรรย์ ที่ร่ายรำ ขอฝน เฉกเช่น พานารี สาวน้อย วัยสิบห้าปี ผู้ซึ่งนอนหลับสนิท บนเตียงไม้โอ๊กหลังใหญ่ ผ้าซาตินที่เป็นม่าน สีขาวปลิวไสวต้องลม บังแสงจันทร์ได้กึ่งหนึ่ง พานารี เป็นสาวน้อยที่มีรูปโฉมงามงด หมดจด หาผู้ใดเทียม แต่ด้วยตระกูล พาสเคล เป็นตระกูลที่สืบทอดที่มีมาตั้งแต่บรรพชน เธอจึงถูกเลี้ยงดูมาประดุจไข่ในหิน เธอไม่ได้รับอนุญาติให้ออกไปพบปะผู้คนภายนอก ชายที่เธอเห็นหน้ามีเพียง บิดา พาติคัส กับ พาราคิส ผู้เป็นเชษฐาเท่านั้น เธอมีผู้ฟูมฟัก คือมารดา มารีน่า กับ ผู้ที่เป็นทั้งแม่นมและครูประสิทธิ์ประสาทวิชา พริสสิน่า



พานารีไม่ได้มีเรื่องร้อนใจที่จะออกไปข้างนอก เธอเป็นเด็กสาวที่ว่านอนสอนง่าย โลกของเธอคือปราสาทแห่งตระกูล พาสเคล และสวนที่สร้างขึ้นเพื่อสาวผู้สืบทอดพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลนี้โดยเฉพาะ เป็นสวนไม้ดอกที่อัศจรรย์ ที่ว่าอัศจรรย์ คือดอกไม้ทุกชนิด จะไม่มีวันเหี่ยวเฉา บานสะพรั่งดั่งต้องมนต์ กลิ่นหอมของมวลดอกไม้ หอมไกลไปสามไมล์ แม้ผู้ได้กลิ่นจะพึงประสงค์จะพานพบสวนพิเศษแห่งนี้ก็ต้องพึงระลึกว่าเป็นสวนต้องห้าม เป็นสวนศักดิ์สิทธิ์ แม้นถ้าหากมีผู้กร้ำกรายเข้ามา แม้ผู้นั้นจะเป็นชายในสายเลือด ดังบิดาและเชษฐา มวลไม้เหล่านั้นก็จะเหี่ยวเฉาลงในบัดดล


พานารี อยู่ในวัยที่สะพรั่ง เป็นสาวเต็มร่าง ตราบใดเมื่อถึงคราวที่เธอมีระดูแรก พิธีอันศักดิ์สิทธิ์จะเริ่มขึ้น เธอจะได้ขึ้นแท่นหินกลางเมือง เป็นแท่นหินที่เงาของหุบเขาทั้งสี่มาบรรจบกัน ดอกไม้นานาพรรณจะถูกปลูกประดับอยู่ทั่วทั้งเมือง ผ้าแพรพรรณจะปลิวไสวทุกสารทิศ เพลาอาทิตย์อัสดง โคมประทีปจะส่องสว่างทั่วมุมเมือง เสียงประชาราษฎร์จะเฉลิมฉลอง เป็นวันที่หญิงสาวจะออกมาพบปะกับชายหนุ่ม วันที่ทุกหย่อมหญ้ามีแต่ความสุข


พิธีกรรมอันศักดฺ์สิทธิ์จะสืบต่อกันชั่วอายุคน จนกว่าเธอผู้สืบทอดจะให้กำเนิดบุตรี เฉกเช่นมารดา มารีน่า พอเสร็จพิธีที่แท่นหิน หญิงสาวผู้สืบทอดจะต้องอภิเสกกับชายในตระกูลอัศวิน ครีซัส เท่านั้น ตระกูลที่มีตำนานไม่แพ้กัน เล่ากันว่าบรรพบุรุษของตระกูลนี้มาจากเทพเจ้าเซการาทัส เขาทางทิศปัจจิม เปรียบเทพเจ้าองค์นี้เป็นผู้รักษาเมืองให้พ้นจากภัยพิบัติ บิดาเธอก็มาจากตระกูลนี้ แต่เมื่อได้อภิเสกกับมารีน่า ต้องเปลี่ยนสกุลตามผู้ร่ายรำพิธี เพราะตระกูลพาสคัล เป็นผู้ซึ่งอยู่กลางเทพทั้งสี่


เทพเจ้า เซรากาทัส เทพเจ้าผู้รักษา

เทพเจ้า เดมาอูนีมัส เทพเจ้าแห่ง ทะเลสาป


เทพเจ้า ซารานี เทพเจ้า แห่งความอุดมสมบูรณ์


เทพเจ้า คาเมซา เทพเจ้า แห่งดวงดาว


พานารีพลิกตัว อรุณกรแรกระยับดั่งประกายเงินฉาบอยู่หุบเขาทางทิศอีสาน ลมเย็นเอื่อยพัดพากลิ่นหอมของมวลดอกไม้ในสวน เข้ามาตลบอยู่ทั่วห้อง


"ตื่นได้แล้ว พานารี"

เสียงมารีน่า เข้ามาเขย่าตัวบุตรี ที่พลิกกายหนีแสงสุริยา


"เช้าแล้วหรือ ท่านแม่"


เสียงเธอยังงัวเงีย ไม่ยอมลืมตา แต่เบือนร่างหนี มือของผู้เป็นมารดา


"เจ้าควรจะลุก แล้วไปชำระกายเสีย อีกประเดี๋ยวพริสสิน่าก็จะมาแล้ว"


มารีน่าออกคำสั่ง พานารี พลิกกายอยู่ครู่หนึ่ง จึงลุกขึ้น เดินตามมารดาไปในห้องอาบน้ำ อ่างน้ำที่สุมไฟลนตั้งแต่เช้ามืดทำให้น้ำอุ่นพอดี พานารีเปลือยร่างลงไปนั่งในอ่างอย่างสบายใจ มารีน่า คือผู้ที่ชำระกายให้นาง ตั้งแต่แรกเกิด จนนางจะทำพิธีเสร็จ


"เจ้าพร้อมแล้ว พานารี"


นางเอ่ย พร้อมทั้งวักน้ำให้ทั่วตัวพานารี สาวน้อยนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง จากตรงนี้ของปราสาทหิน มองเห็นป่าต้นโอ๊คไร้ใบ แต่ปกคลุมด้วยมอสสีเขียวสดทั่วทั้งต้น ทั่วทั้งปริเวณ แม้กระทั่งพื้น เป้นป่าไม้โอ๊คที่น่าพิศวง เป็นป่าที่ไร้แสงสุริยัน เว้นแต่แสงจันทราส่องในตอนค่ำคืน เธอมองออกไปอย่างคนที่หาคำตอบ ว่าป่าไม้ไร้ใบนี้ มีสิ่งมีชีวิตอันใดหรือ มันดูว่างเปล่า เยือกเย็น มารดาเคยบอกกับเธอว่า


"มันเป็นป่า ของผู้สืบทอด เจ้าเองก็ต้องเดิน เปลือยเท้าย่ำไปในป่านั้น เฉกเช่นข้า เจ้าจะต้องเดิน จนกว่าเจ้าจะเห็นต้นไม้ที่เต้มไปด้วยดอกสะพรั่งสีขาว แล้วนอนใต้โคนไม้นั้น"


"เหตุใดข้าต้องนอนใต้ต้นไม้ ท่านแม่"


"เพราะเพลาที่เจ้าหลับ นางฟ้าจากป่าที่เจ้าเดินผ่านไปจะมาอวยพรให้เจ้า"


ตอนนั้น พานารีไม่ได้มองเห็นภาพอะไร ดอกไม้สีขาว เธอเห็นอยู่ทุกเพลาที่ออกไปสวน มันคงไม่มีสิ่งใดต่างกัน พานารีไม่เคยข้องใจว่าทำไมเธอต้องเป็นผู้ร่ายรำ หรือผู้ถูกเลือก เด็กสาวเป็นร้อยในหุบเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ไฉนจึงเป็นเธอ เพราะตระกูลของเธอ ถูกเลือกมา กว่าทศวรรษโดยเทพเจ้าจากเขาทั้งสี่ ประชาราษฎร์ทั้งเมืองต่างเฝ้ารอวันจะยลโฉมสาวน้อยผู้สืบทอด ผู้ที่จะร้องเพลงสรรเสริญเทพเจ้าทั้งสี่ ตระกูลของเธอ โดยเฉพาะผู้สืบทอด เปรียบเสมือนตัวแทนของเทพเจ้า ผู้คนให้ความเคารพ ถ้าหากว่าผู้สืบทอดปกติสุข บ้านเมืองก็จะร่มเย็น คราใดที่ผู้สืบทอดเจ็บไข้ ชาวเมืองก็จะเกิดโรคระบาด น่าอัศจรรย์


วันนี้ พานารีพันกายด้วยชุดผ้าป่านสีขาว มัดด้วยเชือกที่ถักจากใบ เมเปิลสีแดงสด บนหูทัดดอกแดฟฟอดิลดอกเล็กน่ารัก เธอเดินตามมารดาไปยังห้องร้องเพลง ห้องโถงตรงกลางของปราสาทหิน เป็นห้องทึบไร้บานหน้าต่าง มีเพียงช่อง ตรงมุมทั้งสี่ของห้อง ช่องนี้มีไว้เพื่อให้เสียงร้องเพลงของเธอดังกังวานออกไป เทียนไขปลาวาฬที่อยู่บนเชิงติดผนังทั้งสี จุดส่องสว่างไปทั่วห้อง กลิ่นไม้หอมอย่างดีเผาให้ควันลอยคลุ้งอยู่ทั่วห้อง พริสสิน่า ยืนยิ้มอยู่ใจกลางห้อง เธอปูพรมสีขาวขนแกะรอไว้แล้ว รอบพรมเต็มไปด้วยกลีบดอกไม้ พานารียิ้มเมื่อเจออาจารย์

"หลับสบายไหมจ๊ะ พานารี"


พริสสิน่าทัก พลางโค้งตัวให้ศิษย์


"สบายดี ข้าฝันเห็นสวนดอกไม้อีกแล้ว พริสสิน่า"


เสียงของพานารีสดใสก้องกังวานดังระฆังแก้ว


"เจ้าจะโชคดี วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เจ้าจะได้ฝึกร้อง เวลาที่เหลือก่อนพิธีจะเริ่ม ข้าจะให้เจ้าไปเดินชมสวนตามอำเภอใจ"


"ข้าดีใจเหลือเกิน เรามาเริ่มกันเถิด"


สาวน้อยเดินไปยังพรมแล้วทรุดกายลงนั่งทับขาท่าเทพธิดา เธอหยิบดอกแดฟฟอดิลที่ทัดหูออกมาวางที่ตัก หลับตา


"Ura segaratus ura segaratus ura segaratus


Demaunimus hem sarani van utarasitus hem


Sarani sara sara van mari marena


Camesa nigusso quato van sara hem


Ura Ura Ura Ura"


เสียงร้องเยือกเย็น ก้องกังวานทั่วห้อง ลอยไปตามปล่องที่เจาะไว้ เมื่อผู้ใดได้ยินเสียงของเธอ ย่อมหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่ แล้วนั่งลงคุกเข่า หันไปทางภูเขา ลูกใดลูกหนึ่ง แล้วขอพร เชื่อกันว่าจะได้ตามที่ประสงค์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น